เกี่ยวกับ

เกี่ยวกับเรา : แมนซิตี้.net แหล่งข้อมูลอันดับหนึ่งเกี่ยวกับทีมฟุตบอลแมนซิตี้

เกี่ยวกับเรา แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับแฟนๆ และผู้ที่ชื่นชอบทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ผู้ที่ชื่นชอบทีมเรือใบจะได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับทีมครบทุกอย่าง โดย ManCity.net มีข่าวสารข้อมูลที่ครอบคลุม และเชื่อถือได้ ทำให้แฟนๆได้ติดตามข่าวสาร ดูรายงานการแข่งขัน ดู ประวัติผู้เล่น และข้อมูลเชิงลึกพิเศษเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้  และยังมีการอัปเดตข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ให้แฟนๆได้อ่าน เพื่อให้แฟนๆ ได้รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับทีม เช่น ข่าวลือการย้ายทีม อาการบาดเจ็บ หรือการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงแผนการเล่นและการซื้อขายนักเตะในอนาคต

มิชชั่นของแมนซิตี้ เกี่ยวกับเรา ผู้ให้การสนับสนุนทีมเรือใบสีฟ้า

สำหรับ Mission เกี่ยวกับเรา ManCity.net ต้องบอกได้เลยว่าโดดเด่นและเป็นมากกว่าแค่การรายงานข่าว เพราะมีความพร้อมที่จะให้บทวิเคราะห์เชิงลึก นำเสนอความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และบทความจากเหล่าบรรดากูรูด้านฟุตบอลที่ข้อมูล มีความรู้ ที่ให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพ กลยุทธ์ และความคืบหน้าโดยรวมของทีม และการวิเคราะห์นี้ก็ช่วยให้แฟนๆ เข้าใจเกมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังช่วยยกระดับประสบการณ์โดยรวมในฐานะ กองเชียร์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้กองเชียร์แมนซิตี้ได้มีความสุขกับการเชียร์ทีมโปรดในทุกๆช่วงเวลา ไม่ว่าจะมีการแข่งหรือไม่มีการแข่งก็ตาม

ทำไมเราถึงเลือกที่จะพูดถึงแมนซิตี้

เหตุผลที่ ManCity.net พูดถึงสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก็เพราะว่าสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ เป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่น่าเกรงขามและเป็นที่เคารพนับถือมากที่สุดในโลก โดยทีมนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีฐานแฟนบอลที่เหนียวแน่น มีความมุ่งมั่นที่แน่วแน่สู่ความเป็นเลิศ และแมนซิตี้ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศและจังหวัด จนทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางบนโลกใบนี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเราถึงพูดถึง Manchester City สโมสรฟุตบอลที่มี ภาพถ่ายและวีดีโอ มาตรฐานที่ยอดเยี่ยม มีความสำเร็จที่ไม่มีใครเทียบได้ในปัจจุบัน นอกจากนี้สโมสรแห่งนี้ไม่หยุดพัฒนา ยังมีการเดินทางสู่ความยิ่งใหญ่ มีการแสวงหาความรุ่งโรจน์ และยังต้องการที่จะคว้าแชมป์ในทุกถ้วยทุกรายการที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ความรักและความหลงใหลในทีมฟุตบอลแมนซิตี้

ความรักที่แฟนบอลมีต่อทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีเหตุผลมาจากหลายปัจจัย โดยปัจจัยต่อไปนี้ เป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นสำหรับทีม

  • ประวัติศาสตร์และประเพณี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2423 และที่ผ่านมาสโมสรได้ให้แฟนบอลได้เห็นถึงความสำเร็จ และได้เห็นความท้าทายของสโมสรมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน 
  • เอกลักษณ์ของทีม แมนเชสเตอร์ซิตี้มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชุมชน และเป็นตัวแทนของเมืองแมนเชสเตอร์ ทำให้ฐานแฟนบอลเหนียวแน่น และหยั่งรากลึกในวัฒนธรรม กลายเป็นเอกลักษณ์ของทีมในแบบที่ไม่มีที่ไหนทำได้ 
  • ความสำเร็จ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการคว้าแชมป์ ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังครอง แชมป์พรีเมียร์ลีกของแมนซิตี้ เอฟเอคัพ และลีกคัพ ทำให้ได้แฟนบอลและแฟนคลับมากยิ่งขึ้นอย่างล้นหลาม 
  • สไตล์การเล่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่มีสไตล์การเล่นที่น่าดึงดูดใจ ภายใต้การบริหารของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ทีมได้แสดงศักยภาพในการครองบอล การผ่านบอล และการยิงประตู โดยหลายปีที่ผ่านมาแมนซิตี้นักเตะกองหน้าที่ยิงประตูเป็นว่าเล่น และปัจจุบันก็มี เออริ่ง ฮาแลนด์ ที่ยิงไปถึง 36

ภาพรวมของทีมฟุตบอลแมนซิตี้ ทีมดังแห่งเกาะอังกฤษ

ความสำเร็จเป็นหนึ่งในภาพรวมของทีมฟุตบอลแมนซิตี้ เพราะสโมสรนี้ประสบความสำเร็จมากมาย ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลทั่วทั้งโลก นอกจากนี้สโมสรนี้ยังมีความโดดเด่น ในเรื่องของชื่อเสียงในฐานะการเป็นสโมสรจากประเทศอังกฤษที่ประสบความสำเร็จไปทั่วทั้งโลก และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แมนซิตี้ได้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก คว้าแชมป์บอลถ้วยในประเทศ ทำให้ทีมมีความน่าเชื่อถือ และมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รายชื่อนักเตะภายในทีมยังเต็มไปด้วยนักเตะคุณภาพชั้นนำจากหลากหลายเชื้อชาติ และที่สำคัญ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในการซื้อนักเตะพรสวรรค์ระดับโลก เพื่อมายกระดับทีมให้คว้าแชมป์ในหลายๆรายการอีกด้วย

ประวัติและความสำเร็จของทีมฟุตบอลแมนซิตี้

หากจะพูดถึง ประวัติทีมฟุตบอลแมนซิตี้ ทีมนี้ถูกก่อตั้งขึ้นในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2423 ในชื่อ St. Mark’s (เวสต์กอร์ตัน) และต่อมาได้กลายเป็นสโมสรฟุตบอล Ardwick Association ในปี พ.ศ. 2430 และท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2437 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ โดย ผลบอล ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีทั้งขึ้นและขาลงหลายครั้ง แต่ในช่วงหลังมานี้ แมนซิตี้กลายเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่โดดเด่นในฟุตบอลอังกฤษและยุโรป หลังจากถูกซื้อกิจการโดย Abu Dhabi United Group ซึ่งนำไปสู่การลงทุนทางการเงินที่สำคัญ และทำให้สโมสรมีผลงานที่ดีมากมายดังนี้

  • คว้าแชมป์เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลใหญ่รายการแรกในรอบกว่า 30 ปี และผ่านเข้ารอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
  • คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2011/12  โดยทำสองประตูในช่วงท้ายของวันสุดท้ายเพื่อคว้าแชมป์
  • ในฤดูกาล 2017/18 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการทำลายสถิติ 100 แต้ม
  • คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลสามแชมป์ในสี่ปี
  • ในฤดูกาล 2020/21 แมนเชสเตอร์ ซิตี้เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกแต่จบด้วยการเป็นรองแชมป์
  • ในปี 2020 ถึง 2022/23 สโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 3 ฤดูกาล

ทีมงานแมนซิตี้.net พร้อมรายงานข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำ

ManCity.net มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้แฟนบอลได้อ่าน และก็พร้อมอย่างเต็มที่ ที่จะให้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นปัจจุบัน เกี่ยวกับเรา พร้อมรายงานความเคลื่อนไหว กิจกรรมของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันเลื่องชื่อ ด้วยทีมงานที่ทุ่มเทและคลั่งไคล้ในฟุตบอล มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข่าวสารล่าสุด รายงานการแข่งขัน ข้อมูลอัปเดตของผู้เล่น และข้อมูลเชิงลึกสุดพิเศษในโลกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ทีมงานที่มีความรู้และเชื่อมั่นในทีมฟุตบอลแมนซิตี้

ทีมงานของทาง ManCity.net เข้าใจถึงความสำคัญของการติดต่อสื่อสาร และการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับทีมโปรดของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็น แฟนตัวยงของแมนซิตี้  หรือเป็นสาวกฟุตบอลที่รักในการดูฟุตบอลก็ตาม โดยเป้าหมายของเรา คือการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลาย ตรงกับความสนใจ พร้อมที่จะวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผลการแข่งขัน ไปจนถึงการสัมภาษณ์ผู้เล่น และก็ยังมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ทุกคน เพื่อให้แฟนบอลแมนซิตี้ทุกคนได้ทราบข้อมูลข่าวสารของทีมรักในทุกๆช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดหรือวันธรรมดาก็ตาม

เราเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีมฟุตบอลแมนซิตี้

ในปัจจุบันนี้ ManCity.net เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของทีมฟุตบอลเรือใบสีฟ้า เพราะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขัน ให้ข้อมูลอัปเดตแบบนาทีต่อนาที คะแนน และไฮไลท์ เพื่อให้แน่ใจว่าแฟนบอลจะไม่พลาดทุกช่วงเวลาของการแข่งขัน นอกจากนี้ยังนำเสนอบทวิเคราะห์หลังการแข่งขัน พูดคุยเกี่ยวกับ แท็คติกของทีม ฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น และช่วงเวลาสำคัญของเกม และที่ดีมากกว่านั้นคือมีการถ่ายทอดบทสัมภาษณ์ และเรื่องราวต่างๆของนักเตะและผู้จัดการมาให้แฟนบอลได้อ่านกันอีกด้วย นอกจากนี้แพลตฟอร์มนี้ยังมีการทุ่มเทที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องมือ และแพลตฟอร์มใหม่ๆ เพื่อยกระดับความต้องการของแฟนบอล และยังได้มีการปรับปรุงเว็บ ให้เหมาะกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต เพื่อให้แฟนบอลสามารถอ่านข้อมูลข่าวสาร ตารางแข่งขัน ของทีมได้จากทุกที่ทุกเวลา

การสนับสนุนและกิจกรรมที่ เกี่ยวกับเรา ได้มีส่วนร่วมกับทีมฟุตบอลแมนซิตี้

แมนซิตี้ 2023 พร้อมที่จะให้การสนับสนุน และสร้างสรรค์กิจกรรม ที่ทำให้แฟนบอลได้มีส่วนร่วมกับทีมฟุตบอลทีมโปรดของคุณอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ โดยเรามุ่งมั่นในการรายงานการแข่งขัน รายงานข่าวการโอนย้าน การสัมภาษณ์ผู้เล่น หรือข้อมูลเชิงลึกเบื้องหลัง แล้วเราก็ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างแพลตฟอร์มในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของแฟนๆ และมอบโอกาสให้แฟนๆได้พูดคุยกันใน ชุมชนแมนเชสเตอร์ซิตี้ และเรายังมีกระดานสนทนาสำหรับแฟนบอล ให้แฟนบอลได้แบ่งปันความคิด ความเห็น และแบ่งปันประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม และได้ฉลองชัยชนะสุดยิ่งใหญ่ไปกับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษ และในยุโรปอย่างแมนซิตี้

วิสัยทัศน์และเป้าหมายของแมนซิตี้.net ในอนาคต

สำหรับวิสัยทัศน์และเป้าหมาย เกี่ยวกับเรา ManCity.net คือเราต้องการที่จะส่งมอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ให้กับแฟนบอล เพื่อให้แฟนบอลได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสโมสรทุกอย่าง โดยเราพร้อมเป็นแหล่งข่าว ที่รายงานข่าวด่วน อัปเดตอาการบาดเจ็บ วิเคราะห์แท็คติก และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับสโมสรแมนซิตี้ และเราก็ยังมีความมุ่งมั่นที่ความรู้และ วิสัยทัศน์แมนซิตี้ ที่ดีให้กับแฟนบอลทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าแฟนฟุตบอลจะได้ติดตามข่าว และได้สนุกไปกับความเคลื่อนไหวในสโมสร นอกจากนี้เรายังต้องการให้แฟนบอลได้สร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ดังนั้นเราจึงพร้อมรายงานทุกข่าวสารข้อมูลของทางสโมสรให้ทุกคนได้รู้ ซึ่งทุกคนสามารถติดตามข้อมูลต่างๆของทางเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา รับประกันว่าเราจะมีข้อมูลดีๆมาอัปเดตให้ทุกคนได้ดูได้อ่านกันอย่างแน่นอน

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี (อังกฤษ: Manchester City Football Club) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า แมนซิตี เป็นสโมสรฟุตบอลของประเทศอังกฤษที่ตั้งอยู่ ณ เมืองแมนเชสเตอร์ ปัจจุบันแข่งขันในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1880 ในชื่อ เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลอาร์ดวิก ใน ค.ศ. 1887 และเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ซิตีใน ค.ศ. 1894 มีสนามเหย้าคือสนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมือง โดยสโมสรใช้งานสนามแห่งนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2003 หลังจากที่เคยใช้สนามเมนโรดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1923 สโมสรใช้สีฟ้าเป็นชุดเหย้ามาตั้งแต่ ค.ศ. 1894[3] แมนเชสเตอร์ซิตีชนะเลิศการแข่งขันลีกสูงสุด 8 สมัย, เอฟเอคัพ 6 สมัย, ลีกคัพ 8 สมัย, เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 6 สมัย และ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย

แมนเชสเตอร์ซิตีเข้าร่วมฟุตบอลลีกใน ค.ศ. 1892 และคว้ารางวัลแรกของสโมสรด้วยการชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 1904 ช่วงเวลาที่สโมสรเริ่มประสบความสำเร็จคือทศวรรษ 1960 ซึ่งสโมสรชนะเลิศทั้งลีก, ยูโรเปียนคัพวินเนอร์สคัพ, เอฟเอคัพ และลีกคัพภายใต้การคุมทีมของโจ เมอร์เซอร์และมัลคอม อัลลิซัน สโมสรเริ่มเข้าสู่ช่วงตกต่ำหลังจากที่แพ้ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี 1981 โดยเคยตกชั้นจนถึงลีกระดับที่สามมาแล้ว พวกเขาเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดได้ในฤดูกาล 2001–02 และได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกมาตั้งแต่ฤดูกาล 2002–03

ใน ค.ศ. 2008 กลุ่มทุนอาบูดาบีได้ซื้อสโมสรด้วยมูลค่า 210 ล้านปอนด์เพื่อลงทุนในด้านการซื้อผู้เล่นและปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกของสโมสร พวกเขาได้ลงทุนเงิน 150 ล้านปอนด์เพื่อพัฒนาเอทิฮัตแคมปัสในย่านตะวันออกของแมนเชสเตอร์[4] และถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งยุคแห่งความสำเร็จของสโมสร เมื่อพวกเขาชนะเลิศเอฟเอคัพใน ค.ศ. 2011 และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกใน ค.ศ. 2012 ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์เอฟเอคัพ และแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ตามด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งใน ค.ศ. 2014 ต่อมา ภายใต้การคุมทีมของเปป กวาร์ดิโอลา สโมสรชนะเลิศพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017–18 จนกลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่เก็บคะแนนในลีกได้ถึง 100 คะแนนในฤดูกาลเดียว และในฤดูกาลถัดมา พวกเขาชนะเลิศถ้วยรางวัลถึงสี่รายการ จนกลายเป็นทีมฟุตบอลชายทีมแรกของอังกฤษที่ชนะเลิศทริปเปิลแชมป์ในประเทศ[5] ต่อมา สโมสรชนะเลิศพรีเมียร์ลีกอีกสองฤดูกาลติดต่อกันใน ค.ศ. 2021 และ 2022 ถือเป็นแชมป์สมัยทีสี่ในยุคของกวาร์ดิโอลา รวมทั้งเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกใน ค.ศ. 2021

แม้ว่าแมนเชสเตอร์ซิตีจะยังไม่เคยชนะเลิศการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่หากนับถึงฤดูกาล 2022–23 พวกเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าวถึง 12 ฤดูกาลติดต่อกัน และผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้ 10 ฤดูกาลติดต่อกัน นอกจากนี้ ในฤดูกาล 2021–22 สโมสรถูกจัดอยู่ในอันดับสามตามค่าสัมประสิทธิ์ของสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป ซึ่งถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดของพวกเขา[6]

แมนเชสเตอร์ซิตีเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลกในฤดูกาล 2020–21 ด้วยรายรับกว่า 664.9 ล้านยูโร และใน ค.ศ. 2021 ฟอบส์ รายงานว่าแมนเชสเตอร์ซิตีเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่หกของโลกด้วยมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[7] ซิตีฟุตบอลกรุ๊ปซึ่งเป็นเจ้าของสโมสร เป็นบริษัทโฮลดิ้งของบริเตนที่มีมูลค่าสูงถึง 3.73 พันล้านปอนด์ (4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2019[8] หลังจากที่มีการขายหุ้นร้อยละ 10 ให้แก่บริษัทลงทุนซิลเวอร์เล้ก[9]

ประวัติ[แก้]

ก่อตั้งทีม และย้ายสู่เมนโรด (1880–1920)[แก้]

Fifteen men posing across three rows. Eleven of the men are wearing a football kit with a Maltese Cross on the breast. The other four are wearing suits and top hats.
 
ผู้เล่นชุดแรกของสโมสรแมนเชสเตอร์ซืตีใน ค.ศ. 1884
A group of thirteen men, eleven in association football attire typical of the early twentieth century and two in suits. A trophy sits in front of them
 
ผู้เล่นของสโมสรชุดที่ชนะเลิศเอฟเอคัพ ค.ศ. 1904

สโมสรก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1880 โดยกลุ่มสมาชิกของคริสตจักรเซนต์มาร์กแห่งอังกฤษ เวสต์กอร์ตัน โดยที่มาในการก่อตั้งนั้นเกิดจากการที่บาทหลวงในโบสถ์ต้องการแก้ปัญหาชุมชม เนื่องด้วยมีวัยรุ่นและผู้ใหญ่จำนวนมากที่ติดสุราและเป็นโรคพิษสุรารวมทั้งมีปัญหาอาชญากรรมในท้องถิ่นเนื่องจากปัญหาการว่างงาน จึงต้องการตั้งทีมฟุตบอลเพื่อช่วยส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกาย[10] เดิมทีนั้นสโมสรก่อตั้งในชื่อ เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน) ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลอาร์ดวิก ใน ค.ศ. 1887 และกลายมาเป็น แมนเชสเตอร์ซิตี อย่างในปัจจุบันใน ค.ศ. 1894

การแข่งขันอย่างเป็นทางการของสโมสรเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1880 พบกับทีมคริสตจักรจากแม็คเคิลสฟิลต์ ซึ่งสมาชิกคริสตจักร เซนต์มากส์ แพ้ไป 1–2[11] จากนั้นจึงเริ่มมีการจดทะเบียนเป็นสโมสรอาชีพและมีการจัดตั้งกลุ่มผู้เล่นอย่างเป็นทางการ

สโมสรชนะเลิศฟุตบอลดิวิชันสองใน ค.ศ. 1899 และได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดในสมัยนั้นอย่างดิวิชันหนึ่ง ก่อนจะชนะเลิศถ้วยรางวัลแรกในประวัติศาสตร์ในถ้วยเอฟเอคัพ เอาชนะโบลตันวอนเดอเรอส์ 1–0 ในรอบชิงชนะเลิศ 23 เมษายน ค.ศ. 1904 และพวกเขาเกือบจะทำสถิติชนะเลิศฟุตบอลลีกและฟุตบอลถ้วยได้ในฤดูกาลเดียวกัน ทว่าพวกเขากับพลาดแชมป์ลีกในช่วงท้ายไปอย่างน่าเสียดาย[12] แต่พวกเขาก็ถือเป็นสโมสรแรกในเมืองแมนเชสเตอร์ที่ชนะเลิศถ้วยรางวัลอย่างเป็นทางการ[13]

สโมสรประสบปัญหาการเงินอย่างหนักในฤดูกาลต่อมา นำไปสู่การปล่อยตัวผู้เล่นทีมชุดใหญ่ถึง 17 คน รวมถึงกัปตันทีมอย่าง บิลลี เมเรดิท ซึ่งย้ายข้ามฟากไปร่วมสโมสรคู่อริอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[14] เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในสนามไฮด์โรด ค.ศ. 1920 นำไปสู่การย้ายไปยังสนามเหย้าแห่งใหม่ซึ่งก็คือ เมนโรด ใน ค.ศ. 1923[15]

แชมป์ลีกสูงสุด, ตกชั้น และแชมป์ฟุตบอลถ้วย (1930–76)[แก้]

ในทศวรรษถัดมา สโมสรเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพได้อีกสองครั้ง แพ้ต่อเอฟเวอร์ตันใน ค.ศ. 1933 ก่อนจะคว้าแชมป์โดยชนะพอร์ตสมัทในปีต่อมา ซึ่งในฤดูกาลนั้นสโมสรยังสร้างสถิติสำคัญในการมีจำนวนผู้ชมในสนามสูงสุด 84,569 ราย ในการแข่งขันเอฟเอคัพรอบที่ 6 ที่พบกับสโตกซิตี โดยถือเป็นสถิติสูงสุดยาวนานมาจนถึง ค.ศ. 2016[16] ต่อมา สโมสรชนะเลิศฟุตบอลดิวิชันหนึ่งเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1936–37 แต่พวกเขากลับต้องตกชั้นในฤดูกาลต่อมา แม้จะทำสถิติเป็นทีมที่ยิงประตูมากที่สุดในลีกประจำฤดูกาลนั้น[17] และทีมก็มีผลงานไม่สม่ำเสมอหลังจากนั้น กระทั่ง 20 ปีต่อมา แมนเชสเตอร์ซิติกลับมาชิงชนะเลิศเอฟเอคัพได้อีกสองครั้ง และเช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษ 1930 พวกเขาแพ้ในการชิงชนะเลิศครั้งแรกต่อนิวคาสเซิลใน ค.ศ. 1955 ก่อนจะคว้าแชมป์ได้ในครั้งถัดมาใน ค.ศ. 1956 ชนะเบอร์มิงแฮมซิตีในนัดชิงชนะเลิศ 3–1 โดยมีเหตุการณ์น่าสนใจคือ แบร์ท เทราท์มันน์ ผู้รักษาประตูคนสำคัญลงเล่นจนจบการแข่งขันแม้จะได้รับการกระทบกระเทือนที่คออย่างรุนแรง แต่เขากลับไม่รู้ตัวแต่อย่างใด[18]

แมนเชสเตอร์ซิตีต้องตกชั้นสู่ดิวิชันสองใน ค.ศ. 1953 และยังสร้างสถิติที่ไม่น่าจดจำคือการมีผู้ชมน้อยที่สุดเพียง 8,015 รายในนัดที่พบกับ วินดันทาวน์ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1965[19] โจ เมอร์เซอร์ อดีตปีกชื่อดังชาวอังกฤษได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมในช่วงฤดูร้อน และมีมัลคอล์ม อัลลิสันเป็นผู้ช่วย (ผู้ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้จัดการทีมใน ค.ศ. 1971) ก่อนจะพาสโมสรคว้าแชมป์ฟุตบอลดิวิชันสองได้เป็นครั้งที่สองรวมถึงทำการเซ็นสัญญากับผู้เล่นคนสำคัญอย่าง ไมค์ ซัมเมอร์บี และ โคลิน เบลล์[20] ถัดมาในฤดูกาล 1967–68 สโมสรคว้าแชมป์ดิวิชันหนึ่ง ได้เป็นครั้งที่สองโดยคว้าแชมป์ไปในนัดสุดท้ายของฤดูกาลซึ่งชนะนิวคาสเซิล 4–3 และยังทำให้คู่อริอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เพียงรองแชมป์[21] ความสำเร็จยังคงตามมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้อีกครั้งใน ค.ศ. 1969 ก่อนจะคว้าถ้วยยุโรปรายการแรกจากการชนะยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ เอาชนะทีมกูร์ญิกซับแชจากโปแลนด์ 2–1 ในนัดชิงชนะเลิศที่กรุงเวียนนา และยังคว้าแชมป์ลีกคัพได้ในปีนั้น ถือเป็นสโมสรที่สองของอังกฤษที่ชนะเลิศการแข่งขันรายการยุโรป และชนะเลิศฟุตบอลถ้วยในประเทศได้ภายในฤดูกาลเดียวกัน[22]

แมนเชสเตอร์ซิตียังรักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษ 1970 โดยจบฤดูกาลในลีกด้วยรองแชมป์อีกสองครั้งซึ่งมีแต้มตามหลังทีมแชมป์เพียงคะแนนเดียวทั้งสองครั้ง รวมทั้งเข้าชิงชนะเลิศลีกคัพได้อีกครั้งใน ค.ศ. 1974 แต่แพ้วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์[23] และในฤดูกาลนั้นยังมีหนึ่งในการแข่งขันสำคัญที่อยู่ในความทรงจำของแฟน ๆ คือการพบกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 1973–74 โดยในนัดนั้นยูไนเต็ดซึ่งอยู่ในยุคตกต่ำต้องการชัยชนะเพื่อหนีการตกชั้น ผลปรากฏว่า เดนิส ลอว์ อดีตผู้เล่นของยูไนเต็ดเป็นผู้ทำประตูชัยให้ซิตีเอาชนะไป 1–0 ส่งผลให้ยูไนเต็ดตกชั้นสู่ฟุตบอลดิวิชันสอง[24] แมนเชสเตอร์ซิตีประสบความสำเร็จอีกครั้งในลีกคัพ ค.ศ. 1976 เอาชนะนิวคาสเซิลในรอบชิงชนะเลิศ 2–1[25]

ตกต่ำ (1979–96)[แก้]

แมนเชสเตอร์ซิตีต้องเข้าสู่ความตกต่ำครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา มัลคอล์ม อัลลิสัน กลับมาคุมทีมเป็นครั้งที่สองใน ค.ศ. 1979 แต่ทำผลงานย่ำแย่ และยังล้มเหลวในการลงทุนซื้อตัวผู้เล่น โดยเซ็นสัญญากับผู้เล่นราคาแพงอย่าง สตีฟ เดลีย์ กองกลางชาวอังกฤษซึ่งไม่เข้ากับระบบทีม ทำให้อัลลิสันต้องลาทีมไป และถูกแทนที่โดย จอห์น บอนด์ ซึ่งพาทีมเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพใน ค.ศ. 1981 แต่แพ้ทอตนัมฮอตสเปอร์ในนัดแข่งใหม่ และพวกเขามีช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์โดยตกชั้นถึงสองครั้ง (ฤดูกาล 1983 และ 1987) ส่งผลให้สโมสรต้องลงไปแข่งขันในลีกระดับสาม (ฟุตบอลลีกวันในปัจจุบัน) แต่สามารถกลับสู่ลีกสูงสุดได้ใน ค.ศ. 1989 และมีผลงานที่พัฒนาขึ้นจนจบในอันดับห้าสองฤดูกาลติดต่อกันใน ค.ศ. 1991 และ 1992 ภายใต้การคุมทีมของปีเตอร์ รีด[26] แต่โชคชะตาก็ดูเหมือนจะเล่นตลกกับพวกเขาอีกครั้ง โดยแม้ว่าซิตีจะเป็นหนึ่งในสโมสรผู้ร่วมก่อตั้งพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นการแข่งขันลีกสูงสุดที่เปลี่ยนชื่อมาจากฟุตบอลดิวิชันหนึ่ง พวกเขากลับมีผลงานที่ตกต่ำลงเรื่อย ๆ หลังจากนั้น โดยหลังจบอันดับเก้าในฤดูกาลแรก พวกเขากลายเป็นเพียงทีมท้ายตารางและตกชั้นใน ค.ศ. 1996 และหลังจากเล่นในลีกสองอยู่สองฤดูกาล พวกเขาสร้างสถิติย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรอีกครั้ง ด้วยการมีคะแนนในฤดูกาลน้อยที่สุดตั้งแต่ลงแข่งขันฟุตบอลลีก ทั้งยังเป็นหนึ่งในสองสโมสรของทวีปยุโรปที่เคยชนะการแข่งขันถ้วยยุโรป แต่ต้องตกชั้นลงไปเล่นในลีกระดับสามของประเทศ ต่อจากสโมสรมักเดเบิร์กในเยอรมนี[27]

ฟื้นตัว (2000–07)[แก้]

เดวิด เบิร์นชไตน์ นักธุรกิจชาวอังกฤษเข้ามาบริหารสโมสรในฐานะเจ้าของทีมคนใหม่ สโมสรมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น และภายใต้การคุมทีมของ โจ รอยล์ อดีตนักฟุตบอลชาวอังกฤษ สโมสรเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่นสองได้อีกครั้งจากการเอาชนะจิลลิงงัม รวมถึงการทำผลงานยอดเยี่ยมจนเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ กระนั้น นี่ถือเป็นข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าสโมสรที่กำลังอยู่ในสภาวะฟื้นตัวไม่อาจอยู่รอดในลีกสูงสุดของฟุตบอลยุโรปได้อย่างมั่นคง แมนเชสเตอร์ซิตีต้องตกชั้นอีกครั้งใน ค.ศ. 2001 ทว่านั่นก็เป็นการตกชั้นครั้งสุดท้ายของสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน เควิน คีแกนพาทีมเลื่อนชั้นกลับมาได้อีกครั้งในฐานะผู้ชนะการแข่งขันดิวิชันหนึ่ง (ลีกระดับสองในขณะนั้น)[a] ในฤดูกาล 2001–02 รวมทั้งสร้างสถิติใหม่มากมายให้แก่สโมสรทั้งการทำคะแนนมากที่สุดในฟุตบอลลีก และการทำประตูมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล[28]

สโมสรลงเล่นที่สนามเมนโรดเป็นฤดูกาลสุดท้ายในฤดูกาล 2002–03 ซึ่งในฤดูกาลนั้นยังมีการแข่งขันนัดสำคัญโดยแมนเชสเตอร์ซิตีเปิดสนามเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไป 3–1 ยุติช่วงเวลา 13 ปีติดต่อกันที่พวกเขาไม่ชนะในดาร์บีแมนเชสเตอร์[29] สโมสรผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี และย้ายสู่สนามแห่งใหม่ สนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ แต่ในช่วงสี่ฤดูกาลแรกที่สนามแห่งใหม่ พวกเขาทำได้เพียงประคองตัวจบอันดับกลางตารางเท่านั้น สเวน-เยอราน เอริกซอน ผู้จัดการทีมชาวสวีเดนเข้ามาคุมทีมใน ค.ศ. 2007 ก่อนจะถูกปลด และแทนที่ด้วย มาร์ก ฮิวส์ ในปีต่อมา

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และยุคทองของสโมสร (2008–ปัจจุบัน)[แก้]

สโมสรกลับไปประสบปัญหาการเงินอีกครั้ง เป็นเหตุพิจารณาให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเข้าซื้อกิจการและดำรงตำแหน่งประธานสโมสร แต่เนื่องจากปัญหาคดีความทางการเมืองของทักษิณทำให้การบริหารสโมสรต้องหยุดชะงัก[30] กลุ่มทุนอาบูดาบีได้ซื้อสโมสรต่อด้วยมูลค่า 210 ล้านปอนด์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหนึ่งในทีมมหาเศรษฐีแห่งวงการฟุตบอลยุโรปมานับแต่นั้น ในฤดูกาล 2008–09 สโมสรทำการเซ็นสัญญากับผู้เล่นค่าตัวแพงอย่าง โรบินยู จากเรอัลมาดริดด้วยราคา 32.5 ล้านปอนด์ แต่ผลงานของสโมสรยังไม่เป็นที่ประทับใจนักแม้จะผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศถ้วยยูฟ่าคัพ[31] ทำให้ทีมทำการลงทุนครั้งใหญ่ด้วยจำนวนเงินกว่า 100 ล้านปอนด์ ซึ่งแลกมาด้วยผู้เล่นชื่อดังได้แก่ แกเร็ท แบร์รีโรเก ซานตา ครูซโกโล ตูเรเอ็มมานูเอล อาเดบายอร์การ์โลส เตเบซ และ โจเลียน เลสคอตต์[32] ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2009 ฮิวส์ถูกแทนที่โดย โรแบร์โต มันชีนี ซึ่งพาทีมจบอันดับห้าในพรีเมียร์ลีกได้สิทธิ์แข่งขันยูฟ่ายูโรปาลีก[33]

ภายใต้การคุมทีมของมันชินี สโมสรก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำของอังกฤษ พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพใน ค.ศ. 2011 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี และเอาชนะสโตกซิตี 1–0 และยังชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในรอบรองชนะเลิศ[34] คว้าแชมป์เอฟเอคัพสมัยที่ห้า และยังเป็นการกลับมาชนะเลิศถ้วยรางวัลครั้งแรกในรอบกว่า 35 ปี นับตั้งแต่ได้แชมป์ลีกคัพใน ค.ศ. 1976 รวมทั้งได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1968[35] โดยจบฤดูกาล 2010–11 ด้วยอันดับสามในพรีเมียร์ลีก

 
แฟนบอลในสนามเอติฮัดสเตเดียม ลงมาเฉลิมฉลองหลังทีมชนะเลิศพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2011–12 ซึ่งเป็นการชนะเลิศลีกสูงสุดในรอบกว่า 44 ปี

ในฤดูกาล 2011–12 แมนเชสเตอร์ซิตีทำผลงานได้ยอดเยี่ยม รวมถึงการบุกไปชนะสเปอร์ 5–1 และบุกไปชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ถึงโอล์ดแทรฟฟอร์ด 6–1 และได้ลุ้นแชมป์กับยูไนเต็ดถึงช่วงท้ายฤดูกาล กระทั่งวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของการแข่งขัน ทั้งคู่มีคะแนนเท่ากันคือ 86 คะแนน แต่ผลต่างของประตูได้เสียของแมนเชสเตอร์ซิตีดีกว่า โดยแมนเชสเตอร์ซิตีพบกับควีนปาร์คแรนเจอส์ ที่เอติฮัดสเตเดียม ขณะที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดออกไปเยือนซันเดอร์แลนด์ ซึ่งทั้งคู่ต่างต้องการชัยชนะ หากยูไนเต็ดชนะ และซิตีทำได้แค่เสมอหรือแพ้ ยูไนเต็ดจะคว้าแชมป์ทันที ปรากฏว่ายูไนเต็ดเอาชนะซันเดอร์แลนด์ไปได้ 1–0 และในเกมที่ซิตีพบกับควีนปาร์คแรนเจอส์นั้น พวกเขาตามหลังอยู่ 1–2 กระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซิตีพลิกกลับขึ้นมานำในนาทีที่ 91 และ 94 อย่างปาฏิหาริย์จากประตูของกองหน้าคนสำคัญ เซร์ฆิโอ อาเกวโร ช่วยทีมชนะ 3–2 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองหลังจากรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดมานานกว่า 44 ปี[36]

แต่ในฤดูกาล 2012–13 แมนเชสเตอร์ซิตีไม่ได้แชมป์อะไรเลย โดยทำได้เพียงรองแชมป์พรีเมียร์ลีก และตกรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นปีที่สองติดต่อกัน อีกทั้งเมื่อเข้าชิงเอฟเอคัพกับวีแกนแอธเลติก ซึ่งตกชั้นในฤดูกาลนั้น ก็กลับเป็นฝ่ายแพ้ไป 0–1 กอปรกับการที่มันชินีมีปัญหากับผู้บริหาร จึงเป็นชนวนให้ผู้บริหารปลดมันชีนีออกจากตำแหน่ง[37] และแทนที่ด้วย มานูเอล เปเลกรินิ ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพและพรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2013–14 แต่ผลงานไม่เป็นที่ประทับใจในเวลาต่อมา เป็นเหตุให้เขาถูกปลดเมื่อจบฤดูกาล 2015–16แม้จะพาทีมคว้าแชมป์ลีพคัพได้อีกครั้ง[38]

 
เปป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับสโมสรด้วยจำนวน 11 ถ้วยรางวัล[39][40]

เปป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมชื่อดังซึ่งประสบความสำเร็จกับบาร์เซโลนาและไบเอิร์นมิวนิกได้รับการแต่งตั้งในฤดูกาล 2016–17 และถือเป็นช่วงเวลาที่สโมสรประสบความสำเร็จมากที่สุด[41][42] โดยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017–18 พร้อมทำสถิติเป็นทีมแชมป์ที่มีคะแนนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ 100 คะแนน[43] รวมทั้งสร้างสถิติพรีเมียร์ลีกอีกมากมาย และยังคว้าแชมป์อีเอฟแอลคัพ (ลีกคัพ) เอาชนะอาร์เซนอล 3–0 นอกจากนี้ เซร์ฆิโอ อาเกวโร ยังกลายเป็นผู้ทำประตูสูงที่สุดตลอดกาลของสโมสร[44]

ฤดูกาล 2018–19 ถือเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์[45] กวาร์ดิโอลา พาทีมคว้าสามถ้วยรางวัลหลักได้แก่ พรีเมียร์ลีก, ลีกคัพ และเอฟเอคัพ ถือเป็นครั้งแรกที่สโมสรสามารถป้องกันแชมป์ลีกได้ และยังเป็นทีมฟุตบอลชายทีมแรกของอังกฤษที่ชนะเลิศการแข่งขันภายในประเทศได้สามรายการในฤดูกาลเดียวกัน (ทริปเปิลแชมป์) ก่อนที่สโมสรจะได้รับโทษแบนห้ามลงแข่งขันในฟุตบอลยุโรปเป็นเวลาสองฤดูกาลจากการละเมิด ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์[b] อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้ยื่นคำร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา และพ้นจากข้อกล่าวหารวมถึงการได้ลดจำนวนเงินค่าปรับจาก 30 ล้านยูโร เหลือ 10 ล้านยูโร[46][47]

แมนเชสเตอร์ซิตีไม่ประสบความสำเร็จในการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2019–20 โดยเสียแชมป์ให้แก่ลิเวอร์พูล แต่พวกเขายังป้องกันแชมป์อีเอฟแอลคัพได้เป็นปีที่สามติดต่อกัน ชนะแอสตันวิลลา 2–1[48] ถัดมาในเดือนเมษายน ค.ศ. 2021 สโมสรประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมการแข่งขันเดอะซูเปอร์ลีก ร่วมกับสโมสรชั้นนำในยุโรป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคานอำนาจกับสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทว่าแผนดังกล่าวได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากแฟนบอล, สปอนเซอร์, สโมสรชั้นนำบางสโมสร และรัฐบาลอังกฤษ รวมถึง บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และผู้จัดการทีม เปบ กวาร์ดิโอลา[49][50] ส่งผลให้สโมสรต้องประกาศยกเลิกแผนดังกล่าวในอีก 48 ชั่วโมงต่อมาร่วมกับสโมสรชั้นนำของอังกฤษอีกห้าสโมสร[51]

สโมสรจบฤดูกาล 2020–21 ด้วยการกลับมาครองแชมป์พรีเมียร์ลีก ถือเป็นแชมป์ครั้งที่สามในรอบสี่ฤดูกาล[52] โดยมีคะแนนมากกว่าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 12 คะแนนคว้าแชมป์ได้ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีกสามนัด[53] และคว้าแชมป์อีเอฟแอลคัพสี่สมัยติดต่อกัน ชนะสเปอร์ 1–0 ส่งผลให้ เปป กวาร์ดิโอลาเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร[54] พวกเขายังเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรกแต่แพ้เชลซี 0–1 ที่สนามอิชตาดียูดูดราเกา[55] ต่อมาในฤดูกาล 2021–22 สโมสรทำการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งด้วยการเซ็นสัญญากับ แจ็ก กรีลิช ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 100 ล้านปอนด์[56] และยังเป็นสถิติการซื้อตัวที่แพงที่สุดของสโมสรในอังกฤษ[57] และแม้จะตกรอบฟุตบอลถ้วยทุกรายการ แต่สโมสรสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง ถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 8 และยังเป็นการคว้าแชมป์ได้ถึง 4 จาก 5 ฤดูกาลหลังสุด[58]

ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 พรีเมียร์ลีกได้ออกแถลงการณ์ว่า แมนเชสเตอร์ซิตีได้ละเมิดกฎ ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ มากกว่า 100 ครั้ง นับตั้งแต่ฤดูกาล 2009–2018 หลังจากมีการสอบสวนเชิงลึกมายาวนานกว่าสี่ปี ซึ่งเรื่องนี้ได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย โดยหากสโมสรมีความผิดจริง อาจได้รับโทษด้วยการตัดคะแนนในลีกหรืออาจถึงขั้นถูกตัดออกจากการแข่งขันลีกสูงสุด[59]